2006/Feb/09

รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

พระเจ้าอู่ทองเข้ามาเสวยราชสมบัติ พราหมณ์ถวายพระนามชื่อ สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสุนทร บรมพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ แล้วให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระราเมศวรขึ้นไปครองราชย์สมบัติในเมืองลพบุรี

ครั้งนั้นขอมมีการแปรพักตร์ จึงให้ขึ้นไปเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระราเมศวรให้ยกทัพไปตีกัมพูชา ในศึกครั้งนั้นไทยเสียพระศรีสวัสดิ์ไปให้แก่ชาวกัมพูชา เมื่อข่าวเข้ามาถึงพระนคร จึงมีพระราชโองการให้ไปเชิญสมเด็จพระบรมราชาธิราช ซึ่งเป็นพระเชษฐา อยู่ที่เมืองสุพรรณบุรีให้ไปรับกับกัมพูชา เพื่อช่วยพระศรีสวัสดิ์ สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า จึงยกทัพไปตีกัมพูชา ได้รับชัยชนะกลับมาและกวาดต้อนชาวกัมพูชาเข้ามาในไทยได้มากมาย

ศักราช 715 ทรงพระกรุณาตรัสว่าที่พระตำหนักเวียงเหล็กให้สถาปนาเป็นพระวิหารและพระมหาธาตุ เป็นพระอารามแล้วให้ชื่อว่า วัดพุทไธศวรรย์

ศักราช 725 ทรงพระกรุณาตรัสว่า ให้เผาศพที่ตายด้วยโรคอหิวา และที่ปลงศพนั้นให้สถาปนาพระเจดีย์และวิหารเป็นพระอารามแล้วให้นามว่า วัดป่าแก้ว

ศักราช 731 สมเด็จพระรามาธิบดีเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 20 ปีรัชกาลสมเด็จพระราเมศวร ( ครั้งที่ 1 )

สมเด็จพระราเมศวรขึ้นเสวยราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระรามาธิบดีรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช ( ครั้งที่ 1 )

ปีศักราช 732 สมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จลงมาจากสุพรรณบุรี สมเด็จพระราเมศวรจึงถวายราชสมบัติแล้วถวายบังคมลาขึ้นไปอยู่ลพบุรีอย่างเก่า

สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าสามารถตีเอาเมืองฝ่ายเหนือ เมืองนครพัง เมืองแซงเซรา เมืองพิษณุโลก ได้สำเร็จ ครั้งที่เสด็จไปเอาเมืองชากังราวนั้น พญาใช้แก้ว พญากำแหง ซึ่งเป็นเจ้าเมือง ออกรบกับท่าน พญาใช้แก้วตาย แต่พญากำแหงและไพร่พลหนีไปได้ ทัพหลวงจึงเสด็จกลับมาพระนคร

ศักราช 738 เสด็จไปเอาเมืองชากังราวได้สำเร็จ

ศักราช 744 สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 13 ปีพระเจ้าทองลัน

พระเจ้าทองลันขึ้นเสวยราชสมบัติได้ 7 วัน พระราเมศวรเสด็จลงมาจากเมืองลพบุรี จับพระเจ้าทองลัน แล้วปลงพระชนม์ ที่วัดโคกพญารัชกาลสมเด็จพระราเมศวร ( ครั้งที่ 2 )

ขณะนั้น พญากัมพูชายกทัพเข้ามาถึงเมืองชลบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัว ให้พญาไชยณรงค์เป็นทัพหน้า ยกไปถึงสะพานแยก ชาวกัมพูชาออกมาตีทัพพญาไชยณรงค์ ทัพของพญากัมพูชาแตก พระเจ้าอยู่หัวยกเข้าตีเมืองได้ พญากัมพูชาหนีไปได้ จับได้พญาอุปราชลูกพญากัมพูชา

ศักราช 749 สถาปนาวัดภูเขาทอง เวลาเย็นเสด็จไป ณ พระที่นั่งมังคลาภิเษก ท้าวมลซึ่งตายแต่ก่อนนั้นมานั่งขวางทางเสด็จอยู่และหายไป สมเด็จพระราเมศวรบรมบพิตรก็เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 6 ปีรัชกาลสมเด็จพระยาราม

พระยารามซึ่งเป็นพระราชกุมารท่านได้เสวยราชสมบัติ 14 ปี สมเด็จพญารามมีความพิโรธแก่เจ้ามหาเสนาบดี และให้กุมเอาตัวเจ้ามหาเสนาบดี แต่เจ้ามหาเสนาบดีหนีรอดไปอยู่ฟาก

ปทาคูจาม จึงให้เชิญสมเด็จพระอินทราชา ณ เมืองสุพรรณบุรี เสด็จเข้ามาปล้นเอาพระนครศรีอยุธยาได้รัชกาลสมเด็จพระอินทราชา

สมเด็จพระอินทราชานั้น เสวยราชสมบัติ ให้สมเด็จพญารามไปครองเมืองปทาคูจาม ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าอ้ายพญา ครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พญาครองเมืองแพรกศรีราชา เจ้าสามพญาครองเมืองชัยนาท

ศักราช 780 สมเด็จพระอินทราชาเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 15 ปี เจ้าอ้ายพญา

เจ้ายี่พญา ยกเข้ามาชิงกันจะเอาราชสมบัติ ทั้ง 2 พระองค์ ทรงพระแสงของ้าวต้องพระศอขาดพร้อมกันทั้ง 2 พระองค์รัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2

มุขมนตรีออกไปเฝ้าเจ้าสามพญา เพื่อเชิญเข้ามาในพระนครเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามชื่อ สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า

ศักราช 783 สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองนครหลวงได้ ท่านจึงให้พระราชกุมารท่านพระนครอินท์เจ้า เสวยราชสมบัติ ณ เมืองนครหลวง

ศักราช 786 สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าสร้างวัดมเหยงคณ์

ศักราช 790 สมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จไปเอาเมืองเชียงใหม่ แต่ทรงพระประชวร ทัพหลวงจึงเสด็จกลับ อีก 2 ปีถัดมา เสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ครั้งนั้นได้เชลยศึกแสนสองหมื่นคน ทัพหลวงเสด็จกลับ

ศักราช 796 สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 16 ปีรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

สมเด็จพระราเมศวร เจ้าผู้เป็นพระกุมารของสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า ขึ้นเสวยสมบัติ ทรงพระนามชื่อ พระบรมไตรโลกนาถ สร้างพระที่นั่งสรรเพชญบปราสาท แล้วพระราชทานชื่อขุนนางตำแหน่ง เอาทหารเป็นสมุหกลาโหม เอาพลเรือนเป็นสมุหนายก เอาขุนเมืองเป็นพระนครบาลเมือง เอาขุนวังเป็นพระธรรมาธิกร เอาขุนนาเป็นพระเกษตรา เอาขุนคลังให้ถือเป็นโกษาบดี และที่ถวายพระเพลิงสมเด็จพระรามาธิบดี ที่พระองค์สร้างกรุงนั้นให้สถาปนาพระมหาธาตุและพระวิหารเป็นอารามชือ วัดพระราม

ศักราช 802 เกิดไข้ทรพิษผู้คนล้มตายจำนวนมาก

ศักราช 803 แต่ทัพไปเอาเมืองมะละกา

ศักราช 804 แต่ทัพไปเอาเมืองสพเถิน

ศักราช 805 เกิดปัญหาราคาข้าวเปลือกแพง

ศักราช 806 ให้บำรุงพระพุทธศาสนาและหล่อรูปพระโพธิสัตว์ 550 พระชาติ

ศักราช 808 พญาเชลียงคิดกบฎ ปีถัดมา พญาเชลียงนำมหาราชมาเอาเมืองพิษณุโลกแต่ไม่สำเร็จ จึงยกทัพไปเอาเมืองกำแพงเพชรแทน เข้าปล้นถึง 7 วันก็ยังไม่ได้เมือง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและสมเด็จพระอินทราชาเสด็จไปช่วยกัน ครั้งนั้น พระอินทราชาต้องปืน ณ พระพักต์ ทัพมหาราชนั้นเลิกกลับคืนไป

ศักราช 810 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสร้างวิหารวัดจุฬามณี

ศักราช 811 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพระผนวช วัดจุฬามณีได้ 8 เดือน และลาพระผนวช

ศักราช 813 มหาท้าวบุญชิงเมืองเชียงใหม่

ศักราช 815 พระบรมไตรโลกนาถได้ช้างเผือก

ศักราช 816 สมภพพระราชโอรส

ศักราช 821 ตั้งเมืองนครไทย

ศักราช 822 พระสีหราชเดโชถึงแก่กรรม

ศักราช 824 พญาลานช้างถึงแก่กรรม

ศักราช 828 พระบรมราชาผู้เป็นพระราชโอรสทรงผนวช

ศักราช 829 สมเด็จพระโอรสเจ้าลาผนวช

ศักราช 832 สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จยกทัพไปตีเมืองทวาย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 38 ปีสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

สมเด็จพระบรมาชาธิราชเจ้าซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบรมไตรโลกนาถขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนาม สมเด็จพระรามาธิบดี

ในสมัยพระองค์มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ และได้มีการนำปีนไฟมาด้วย การรบแบบใช้ดาบลดความสำคัญลง มีการแต่ตำราว่าด้วยการรบขึ้น เช่น การจัดกระบวนทัพ การตั้งค่าย การเดินทัพ การเข้าจู่โจม และการตั้งรับ

มีการจัดตั้งกรมสุรัสวดีขึ้น(คือ สัสดี ในปัจจุบัน) กรมสุรัสวดีมีหน้าทำบัญชีหางว่าว แยกประเภทว่าขุนนางผู้ใดมีเลกมนสังกัดจำนวนเท่าใด(เลก หมายถึง ไพร่มีหน้าที่ต้องเข้ารับราชการเป็นทหาร)

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างสถูปเจดีย์ขึ้น 2 องค์ เพื่อบรรจุ อัฐิสมเด็จพระราชบิดา และบรรจุอัฐิของพระเชษฐา นอกจากนี้ยังได้ทรงสร้างพระวิหารหลวงขึ้นในวัดสุทธาวาสนี้ แล้วหล่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่ด้วยทองสัมฤทธิ์หุ้มทองคำ ถวายพระนามว่า พระศรีสรรเพชญ์ (ต่อมาพระพุทธรูปองค์นี้ถูกพม่าเอาไฟเผาเพื่อลอกเองทองคำ จนองค์พระละลาย ครั้งเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2300)

ทรงโปรดเกล้าฯให้ขุดคลองขึ้นเป็นครั้งแรกในคลอกสำโรงกับคลองทัพนางในเมืองพระประแดง เพื่อสะดวกแก่การคมนาคมและการเดินเรือระหว่างลำแม่น้ำเจ้าพระยากับคลองบางปะกง

พ.ศ. 2050 พระเมืองแก้วเจ้าเมืองเชียงใหม่หวังจะแสดงอานุภาพด้วยการขยายอาณาเขต จึงยกทัพลงมาตีกรุงสุโขทัย ชาวเมืองรักษาเมืองไว้อย่างเข้มแข็ง ทัพเมืองเชียงใหม่ต้องยกถอยไป สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 รับสั่งให้พระยากลาโหมคุมกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ และตีได้เมืองแพร่

พ.ศ. 2056 เมืองเชียงใหม่ได้ให้หมื่นพิงยียกพมาตีเมืองสุโขทัย และหมื่นมะลายกทัพมาตีเมืองกำแพงเพชร แต่ชาวเมืองก็รักษาเมืองไว้ได้ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 จึงยกทัพไปปราบปรามเมืองลำปาง แล้วยกทัพกลับมาและทรงเห็นว่าพระอาทิตยวงศ์พระราชโอรส มีพระชนมายุพอสมควรที่จะรับพระราชภาระของพระองค์ได้แล้ว จึงทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระบรมราชาตำแหน่งพระมหาอุปราช และไปครองเมืองพิษณุโลก

ชาวโปรตุเกสตีเมืองมะละกาได้ ต่อมาชาวโปรตุเกสรู้ว่าเมืองมะละกาเป็นเมืองขึ้นของไทย เกรงว่าไทยจะยกทัพไปตีเอาเมืองคืน จึงแต่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ชาวโปรตุเกสจึงได้ค้าขายกับไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวโปรตุเกสได้นำอารยธรรมมาเผยแพร่เป็นอันมาก ได้นำวิธีใช้ปืนไฟและวิชาทหารแบบยุโรปเข้ามาเผยแพร่ ได้มีชาวโปรตุเกสเข้ามารับราชการทหารไทย และเป็นกำลังในทางสงครามได้อย่างดี

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงครองราชย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2034 และสวรรคตในปี พ.ศ. 2074 สิริครองราชย์ได้ 38 ปี รวมพระชนมพรรษาได้ 57 พรรษารัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร (รัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 )

สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรเป็นโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เดิมได้รับสถาปนา ให้เป็นพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร ครองเมือง พิษณุโลก เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว จึงให้พระไชยราชาซึ่งเป็นอนุชาต่างมารดาไปครองเมืองพิษณุโลกแทน

ในสมัยพระองค์ได้เจริญสัมพันธไมตรีกับเชียงใหม่ ขณะนั้น กรุงศรีฯได้มีการติดต่อคาขายกับโปรตุเกส และชาวโปรตุเกสได้นำปืนไฟมาใช้ และมีการทำปืนไฟ และสร้างป้อมปราการต่อสู้ปืนไฟ ที่สวรรคโลกสุโขทัย และอยุธยา

ทรงครองราชย์ได้ 4 ปีก็สวรรคตด้วยโรคไข้ทรพิษรัชกาลสมเด็จพระรัษฎาธิราช

ทรงเป็นโอรสในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่4(หน่อพุทธางกูร) เนื่องจากได้ได้มีการตั้งพระมหาอุปราชไว้ดังรัชกาลก่อน เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 สวรรคต จึงได้เชิญ พระรัษฎาธิราชกุมาร อายุ 5 พรรษา ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนาม พระรัษฎาธิราช

ครองราชย์ได้ 5 เดือนเศษ พระไชยราชาซึ่งเป็นพระเจ้าอา ยกทัพมาจับไปสำเร็จโทษ สวรรคตรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช

เมื่อสำเร็จโทษพระรัษฎาธิราชแล้ว ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราช ทรงมีโอราส 2 พระองค์ คือ พระยอดฟ้า และ พระศรีสิน ในสมัยของพระองค์พม่าได้ยกทัพมาตีเมืองเชียงกราน ทรงยกทัพหลวงไปตีคืนมา ได้เกณฑ์ชาวโปรตุเกสไปช่วยรบด้วย เมื่อมีชัยชนะ จึงพระราชทานอนุญาต ให้ชาวโปรตุเกสสร้างวัดสอนศาสนาคริสต์ได้แต่นั้นมา

เจ้าครองเมืองเชียงใหม่ซึ่งขึ้นต่อกรุงศรีฯถูกฆ่าตาย บรรดาหัวเมืองต่างๆไม่ยอมขึ้นต่อเจ้าเชียงใหม่คนใหม่ จึงได้ขอให้ทางศรีอยุธยา ส่งทัพไปปราบ

เมื่อยกทัพไปถึงเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ออกมาขอสวามิภักดิ์

ในสมัยพระองค์ได้มีการปรับปรุงบ้านเมือง และขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่าคลองบางกอก

ต่อมาเชียงใหม่เห็นพม่ามีกำลังเข้มแข็ง จึงเอาใจออกห่าง ไปสวามิภักดิ์ต่อพม่า

เมื่อสมเด็จรพระไชยราชาธิราชทรงทราบก็โกรธมาก ได้ยกทัพไปตีเชียงใหม่ ตีลำพูน ตีลำปาง ได้แล้วก็ยกไปล้อมเชียงใหม่ไว้ นางพญามหาเทวีซึ่งครองเชียวใหม่เห็นสู้ไม่ได้ก็ออกมาสวามิภักดิ์

ทรงยกทัพกลับมากลางทางก็ทรงประชวร ถึงแก่สวรรคต ทรงครองราชย์มา 12 ปี

รัชกาลสมเด็จพระยอดฟ้า

พระยอดฟ้าโอรสองค์โตของพระไชยราชาธิราช ขึ้นครองราชย์ เมื่อพระชนมายุได้ 11 พรรษา แต่เนื่องจากยังทรงพระเยาว์ จึงได้ทูลเชิญพระราชชนนี คือ พระนางศรีสุดาจันทร์เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินแทน ทรงพระนามว่า นางพญาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ต่อมาท้าวศรีสุดาจันทร์ได้ไปพัวพันกับ พันบุตรศรีเทพ ซึ่งเป็นพนักงานรักษาหอพระ ทรงให้เลื่อนตำแหน่ง พันบุตรศรีเทพ เป็นขุนชินราช แล้วย้ายเข้ามาอยู่หอพระข้างในและได้ลักลอบเป็นชู้กัน หลังจากนั้นได้เลื่อนให้เป็นขุนวรวงศาธิราช ต่อมาทรงพระครรภ์ จึงเกรงจะปิดเป็นความลับไม่ได้ จึงกำจัดพระยอดฟ้าเสีย โดยการยาพิษลงในอาหาร แล้วยกขุนวรวงศาธิราชขึ้นครองราชย์แทน

พระยอดฟ้าครองราชย์ได้ 2 ปี ก็สวรรคตรัชกาลขุนวรวงศาธิราช ( พันบุตรศรีเทพ )

ขุนวรวงศาเมื่อได้รับสถาปนาเป็นกษัตริย์แล้วได้ตั้งนายชัน ซึ่งเป็นอนุชา เป็นพระมหาอุปราชา และได้จัดเปลี่ยนตำแหน่ง เจ้าเมืองทั้งหลายโดยเอาคนสนิทไปแทน

ต่อมาขุนพิเรนเทพ ขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา และหลวงศรียศ วางแผนกำจัดขุนวรวงศา และท้าวศรีสุดาจันทร์ แล้วไปเชิญพระเฑียรราชาซึ่งผนวชอยู่มาปกครองแผ่นดินต่อไปรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ราชาธิราช

ขุนพิเรนเทพขุนอินเทพและขุนนางทั้งปวง ได้ไปอัญเชิญพระเฑียรราชา ซึ่งผนวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐาน มาครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จรพระมหาจักรพรรดิ์ราชาธิราชเจ้า และทรงได้รับเลี้ยงพระศรีสินไว้

ทรงปูนบำเหน็จ แก่ผู้ทำความชอบทั้งหลาย

แต่งตั้งให้ขุนพิเรนเทพเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชา ไปครองเมืองพิษณุโลก และยกพระเจ้าลูกเธอพระสวัสดิราช ให้เป็นอัครมเหสี ทรงพระนามว่า พระวิสุทธิกษัตรีย์

เมื่อทางกรุงศรีอยุธยาเกิดความวุ่นวายเนื่องจากพระไชยราชาสวรรคต และได้ตั้งพระยอดฟ้า พระโอรส ขึ้นครองราชย์ แต่ท้าวศรีสุดาจันทน์ ได้คบชู้กับขุนชินราชและฆ่าพระยอดฟ้าตาย และยกขุนชินราชขึ้นครองราชย์แทน พวกข้าราชการทั้งหลายโกรธแค้น จึงวางแผนฆ่าขุนชินราชและท้าวศรีสุดาจันทน์เสีย

ข่าวรู้ไปถึงทางพม่า พม่าจึงยกทัพมาตีไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี เมื่อรู้ว่าบ้านเมืองสงบแล้วก็คิดจะยกทัพกลับแต่ก็เลยมาดูกำลังท่าทีของทางกรุงศรีฯ พม่ายกมาตีสุพรรณบุรี ป่าโมกข์ แล้วตั้งค่ายอยู่ที่ ตำบล ลุมพลี ล้อมกรุงอยู่3วัน ทางไทยก็ยกกำลังทหารป้องกันเมืองได้ พม่ายกทัพกลับ

เมื่อข่าวหงสาวดียกมาตีกรุงศรีฯ พญาละแวกรู้ว่าทางกรุงศรีฯเพิ่งผลัดแผ่นดินใหม่ก็ถือโอกาสเข้ามากวาดต้อนผู้คนแถวปราจีนบุรีไป หลังจากนั้นทางกรุงศรีฯได้จัดแจงซ่อมแซมกำแพงเมืองดดและสร้างวัดชื่อ วัดวังไชย

ศักราช 893 ทำพระราชพิธีประถมกรรม

ศักราช 894 ทรงให้ยกทัพไปตีระแวก พญาละแวกยอมแพ้ ส่งสารมาขออ่อนน้อม และส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย แล้ให้นักพระสุโท นักพระสุทัน มาเป็นข้าพระบาท ทรงให้พญาละแวกกลับไปครองเมืองอย่างเดิม นำนักพระสุโท นักพระสุทันกลับมากรุงศรีฯ แล้วให้

นักพระสุทัน ไปครองเมือง สวรรคโลก

ศักราช 895 ทรงให้แปลงเรือแซเป็นเรือไชยและเรือศรีษะสัตว์ต่างๆ

ศักราช 896 ทำพิธีมัธยมสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช ที่ตำบล ชัยนาทบุรี

ศักราช 897 เสด็จไปวังช้าง ตำบล บางละมุง ได้ช้าง 60 เชือก และในเดือน 12 ได้ช้างเผือกที่กาญจนบุรี ชื่อ พระคเชนทโรดม

ญวนยกทัพมาตี ละแวกและพญาละแวกเสียชีวิต ทรงให้ นักพระสุทันซึ่งไปครอง

สวรรคโลก ยกทัพไปช่วย

ศักราช 898 พญาสวรรคโลกแพ้ญวนและเสียชีวิต

ศักราช 899 เกิดเพลิงไหม้ในราชวังในเดือน 3 ทำการพระราชพิธี อาจาริยาภิเษก ในเดือน 7 เสด็จไปวังช้าง ตำบล โครกพระ ได้ช้าง 60 เชือก

ศักราช 902 เสด็จไปวังช้าง ตำบล วัดกระได ได้ช้าง 50 เชือก

ศักราช 904 เสด็จไปวังช้าง ตำบล ไทรน้อย ได้ช้าง 70 เชือก

ศักราช 905 พม่ายกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีฯ ไพร่พล 3 แสนให้พระมหาอุปราชาเป็นกองหน้า พระเจ้าแปรเป็นเกียกกาย พญาพสิมเป็นกองหลัง พระเจ้าหงสาวดีเป็นจอมทัพ ทรงช้างพลายมงคลปราบทวีป ยกมาทางเมาะตะมะ

ทางกาญจนบุรีส่งข่าวมา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้สั่งการให้ พระมหาธรรมราชา ซึ่งอยู่ทางพิษณุโลก ยกทัพมาช่วย ให้พระยาจักรีออกตั้งค่ายที่ลุมพลีรับศึก พระมหานาคสึกออกมา เกณฑ์ผู้คนช่วยขุดคูนอกค่าย กับทัพเรือ เรียกว่าคลองมหานาค

ทัพพม่ายกข้ามกาญจนบุรีมาถึงอยุธยาตั้งค่ายหลวงที่ตำบลบ้านใหม่ มะขามหย่อง ทัพพญาพระสิมตั้งค่ายที่ ตำบล ทุ่งประชด

วันรุ่งขึ้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิยกทัพออกไปดูกำลังข้าศึกที่ทุ่งภูเขาทอง ทรงช้างต้นพลายจักรรัตน์ พระสุริโยทัยแต่งองค์เป็นพญามหาอุปราช ทรงช้างพลายสุริยกษัตริย์

พระราเมศวรทรงช้างพลายมงคลจักรพาส พระมหินทริราชทรงช้างพลายพิมานจักรพรรดิ

พม่าก็โจมตีไทยอย่างหนัก ทางกรุงศรีฯได้ตั้งรับไว้ รอทัพพิษณุโลกมาช่วย

พระมหาธรรมราชาได้จัดกำลังทัพมาช่วยอยุธยา ยกมาตั้งทัพที่ชัยนาท

พม่ายกมาตีไทย มาจนเสบียงอาหารเริ่มขนาดแคลน และใกล้จะถึงฤดูฝน จำเป็นจะต้องยกทัพกลับ พม่าวางแผนจะยกไปทางกำแพงเพชร ออกด่านแม่ละเมา ซึ่งจะต้องไปปะทะกับทัพพระมหาธรรมราชา ก็เกรงว่ากรุงศรีจะยกทัพมาตีท้ายกระหนาบ ก็เลยจัดทัพออกมาตั้งรับทั้งกองหน้าและกองหลัง โดยให้พระมหาอุปราชา รั้งท้ายคอยสู้กับทัพกรุงศรีฯ

ทางกรุงศรีฯเมื่อรู้ว่าพม่าถอยทัพไปก็จัดส่งกำลงไปตีทัพโดย พระราเมศวร และ

พระมหินทราธิราช อาสาไป

พม่ายกทัพกลับไป มาถึงอินทรบุรี พม่าเข้ายึดค่ายไว้ได้ ทหารไทยซึ่งหนีมาได้เข้าทูลต่อพระมหาธรรมราชาว่า พม่ายกทัพมามากมายเห็นเกินกำลังจะต่อสู้ได้ ก็ให้ทหารกระจายกำลังออกดักซุ่มโจมตี

พระราเมศวรและพระมหินทรายกทัพมาใกล้ถึงที่ทัพพระมหาธรรมราชาอยู่ก็จะเข้าโจมตี แต่ถูกพม่าซ้อนกล พระเจ้าลูกเธอทั้งสองถูกจับไป

ทหารซึ่งแตกทัพไป ได้ไปกราบทูลต่อพระมหาจักรพรรดิก็ทรงให้แต่งสารไปเจริญพระราชไมตรี ขอให้ปล่อยโอรสทั้งสองกลับ

พม่ายอมปล่อยโอรสทั้งสองแต่ขอช้างพลายศรีมงคลและพลายมงคลทวีปไปแลก

เมื่อนำช้างทั้ง 2 ไปส่งแก่พม่า ปรากฏว่าควาญช้างไม่สามารถควบคุมได้ จึงต้องส่งคืน

พม่ายกทัพกลับทางกำแพงเพชรออกด่านแม่ละเมาะ

เมื่อถวายพระเพลิงสมเด็จพระสุริโยทัยแล้วพระมหาธรรมราชาทูลลากลับไปพิษณุโลก ส่วนที่พระราชเพลิงศพได้พระราชทานนามว่า วัดศพสวรรดิ์ แล้วทรงจัดเขตเมืองใหม่ให้เป็นระเบียบเพื่อป้องกันข้าศึก

ศักราช 906 พระศริสิน(น้องพระยอดฟ้า) ซึ่งบวชเป็นสามเณรอยู่วัด ราชประดิษฐาน คิดกบฎ จับได้แต่ไม่ได้ประหาร ให้คุมตัวไว้ที่วัดธรรมิราช จะให้บวชแต่ พระศรีสินหนีไปชุมนุมไพร่พลที่ ตำบล ม่วงมดแดง แล้วยกมาเข้ายึดพระราชวัง พระราเมศวรและพระมหินทราธิราชพาทหารต่อสู้ พระศรีสินตาย

ศักราช 907 เสด็จไปวังช้าง ตำบล ไทรน้อย ได้ช้างเผือกชื่อ พระรัตนากาศ

ศักราช 908 ไปวังช้าง ตำบลป่าเพชรบุรี ได้ช้างเผือก ชื่อ พระแก้วทรงบาท ต่อมาได้ช้างเผือกแม่ลูก ที่ตำบล ป่ามหาโพธิ์

ศักราช 909 ได้ช้างเผือกที่ทะเลชุบศร ชื่อ พระบรมไกรสร ต่อมาได้ช้างเผือกที่ตำบล ป่าน้ำทรง ชื่อ พระสุริยกุญชร

กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองมากมีช้างเผือกถึง 7 เชือก พ่อค้าต่างชาติมาค้าขายจำนวนมาก จนได้รับถวายพระนามว่า พระเจ้าช้างเผือก

พม่าถือโอกาสให้ทูตส่งสารมาขอช้างเผือก 2 เชือก หากไม่ให้จะยกทัพมาตี

ทางไทยไม่ยอมให้ พระเจ้ากรุงหงสาวดีจึงให้ยกทัพมาตีอยุธยา โดยยกมามากกว่าครั้งก่อนถึง 3 เท่า

ศักราช 910 พม่ายกทัพใหญ่มา พระเจ้าหงสาวดีเป็นจอมทัพ ทรงช้างพลายเทวนาคพินาย ยกทัพมาทางเมาะตะมะ กำแพงเพชร สุโขทัย และพิษณุโลก ตั้งค่ายหลวงที่ตำบลโคก

พระมหาธรรมราชาส่งคนไปแจ้งกรุงศรีให้ยกมาช่วย พม่าส่งสารเข้าไปให้พระมหาธรรมราชาออกมาเจรจากับพระมหาธรรมราชา เห็นทัพพม่ามากมาย ก็รู้ว่าสู้ไม่ได้ยอมออกไปสวามิภักดิ์ พม่าให้พระมหาธรรมราชายกทัพตามมา

ทัพกรุงศรีซึ่งยกทัพไปช่วยแต่ได้ข่าวว่าหัวเมืองทางเหนือได้ไปเข้ากับพม่าแล้วก็ถอยทัพกลับ

ทัพพม่ามาล้อมกรุงศรีไว้ พระมหาจักรพรรดิ์ รู้ว่าทัพพม่ายกมาครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อน ก็ให้รักษาเมืองไว้ ไม่ได้ยกทัพออกไปต่อสู้ด้วย พม่าก็ส่งสารมาท้ารบ หาไม่ก็ให้ออกมาเจรจาสงบศึก

พระมหาจักรพรรดิ์ ออกไปเจรจาสงบศึกกับพม่าที่วัดพระเมรุราชิการาม พม่าเรียกร้องเอาช้างเผือกเป็น 4 เชือก และขอเอาพระราเมศวรไปพม่าด้วย และขอให้พญาจักรีและ

พระสมุทรสงครามไปด้วย ไทยเสียช้าง 4 เชือก คือ พระคเชนทโรดม พระบรมไกรสร

พระรัตนากาศ พระแก้วทรงบาท

พญาตานี ซึ่งยกทัพมาช่วยกลับคิดเป็นกบฎ พระมหาจักรพรรด์หนีไปเกาะพราห์ม ทหารตีชาวตานี กลับไป

ศักราช 912 พระเจ้ากรุงสรีสัตนาคนหุตได้แต่งทูตมาขอพระเทพกษัตริย์ไปเพื่ออภิเษกด้วย ทรงเห็นเป็นการผูกไมตรีจึงพระราชทานให้

เจ้าเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต แต่งทูตมารับพระเทยกษัตริย์ตรีแต่ทรงพระประชวรหนักจึงได้ยกพระแก้วฟ้าไปแทน

พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายส่งคืนพระแก้วฟ้าโดยขอพระราชทานพระเทพกษัตริย์ตรีอย่างเดิม

เมื่อทรงหายประชวรแล้ว ก็ทรงให้จับขบวนส่งพระเทพกษัตริย์ตรีไป

พระมหาธรรมราชาแจ้งข่าวเรื่องนี้ไปยังพม่า พม่าส่งคนมาแย่งพระเทพกษัตริย์ตรีไป พระเจ้าศรีสัตนาคนหุตโกรธแค้นมากจะยกทัพมาตีพิษณุโลก แต่พระมหาจักรพรรดิ์ห้ามไว้รัชกาลสมเด็จพระมหินทราธิราช

ศักราช 914 พระมหินทราธิราชขึ้นครองราชย์แทนและสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ได้เสด็จออกไปอยู่วังหลัง ขณะนั้นพระชนมมายุ 59 พรรษา ส่วนพระมหินทราธิราช เสวยราชสมบัติอายุ 25 พรรษา

ขณะนั้นพระมหาธรรมราชาได้สิทธิขาดในการปกครองเมืองเหนือและสั่งการต่างๆยังกรุงศรีฯ ทำให้ทรงไม่พอพระทัย ขณะนั้นพระยารามออกจากำแพงเพชร มาเป็นพญาจันทบูร ทรงได้ร่วมกันวางแผนให้ ศรีสัตนาคนหุตยกทัพมาตีพิษณุโลก พระมหาธรรมราชาไม่รู้ว่าเป็นแผนของพระมหินทราธิราช จึงขอให้มาช่วย พระมหินทราธิราชได้ส่งพญาศรีราชเดโชและพญาท้ายน้ำไปโดยจะให้ไปจับกุมพระมหาธรรมราชาแต่พญาศรีราชเดโช กลับนำความลับนี้ไปแจ้งแก่ พระมหาธรรมราชา พระมหาธรรมราชาจึงแจ้งข่าวให้พม่ามาช่วย

พระเจ้าศรีสัตนาคนหุต ยกทัพมาถึงพิษณุโลกตั้งทัพที่ตำบล โพธิเวียง

พระมหินทราธิราช ทำทียกทัพไปช่วยโดยยกไปทางน้ำ พระมหาธรรมราชา เมื่อรู้แผนการของกรุงศรีฯแล้วก็ไม่ให้ยกทัพเข้าเมือง วางแผนใช้แพไม้ไผ่วางเพลิงไป เผากองเรือกรุงศรีฯแตกพ่ายไป

พม่ายกทัพมาช่วย ทัพกรุงศรีและศรีสัตนาคนหุตก็เลยถอยทัพกลับ

เดือน 8 ปีขาล พระมหาจักรพรรดิ์เสด็จทรงผนวช พระมหาธรรมราชารู้ว่า พญารามเป็นคนวางแผนเรื่องต่างๆจึงได้มีสารมาขอตัวพญารามให้ไปเป็นพญาพิชัย พญารามกลัวถูกส่งตัวไปพม่า จึงทูลยุยง เรื่องพระมหาธรรมราชาไปเข้ากับพม่า และมาบังคับบัญชาพระองค์ หากพม่ายกทัพมาจะอาสาป้องกันพระนครเองรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ราชาธิราช ครั้งที่ 2

พระมหินทราธิราช ไปทูลเชิญให้มาครองราชย์สมบัติใหม่ พระมหาธรรมราชา เสด็จไปหงสาวดีเพื่อขอโทษแทนพญาพุกาม และพญาเสือหาญ ซึ่งทำการผิดพลาด พระเจ้าหงสาวดียกโทษให้

ข่าวพระมหาธรรมราชาเสด็จไปหงสาวดีรู้ถึงกรุงศรีฯ พระมหินทราธิราชจึงทูลแก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ว่า พระมหาธรรมราชา ได้ไปขึ้นกับพม่า เห็นควรจะให้ไปรับ สมเด็จพระวิสุทธิกษัตริย์และพระเอกาทศรถ ซึ่งเป็นพระพี่นางและพระนัดดาลงมา พระมหาธรรมราชาเมื่อรู้ข่าวก็ให้พระเจ้าหงสาวดีช่วย

ศักราช 917 พม่ายกทัพมาถึงกำแพงเพชร มาถึงนครสวรรค์มาสมทบกับทัพของพระมหาธรรมราชา แล้วยกลงมาล้อมกรุงศรีฯได้ พระยาราม ก็จัดทหารป้องกันพระนคร

ทัพพม่ามาตั้งค่ายที่ ตำบล ลุมพลี ต่อสู้กับทหารไทยอยู่ถึง 2 เดือน ก็ยกมาถึงริมคูเมือง กรุงศรีอยุธยาส่งสารไปให้ล้านช้างยกทัพมาช่วย

พม่าเมื่อล้อมกรุงศรีฯไว้แล้วเห็นจะเข้าตีก็ยากจึงให้ทหารจัดหาเสบียงอาหาร ไว้ให้พอต่อการรบ 1 ปี ทุกกองหากกองใดมิได้จะมีโทษประหาร

ศักราช 918 พระเจ้าช้างเผือกประชวรหนัก และสวรรคต ครองราชย์มา 22 ปี

พระมหินทราธิราชไม่ได้สนใจการศึกปล่อยให้พญารามเป็นคนสั่งการทุกอย่าง

ทัพพม่าและไทยต่อสู้กันหลายครั้ง แต่ไทยยังป้องกันเมืองไว้ได้ พระเจ้าหงสาวดีจึงสั่งให้ทหารถมดินคูคลองเพื่อให้เข้ามาถึงกำแพงนครได้ ทางกรุงศรีฯต่อสู้ แต่พม่าไม่ย่อท้อ ทำการอยู่ 3 เดือน ก็ถมดินมาถึงฟากพระนคร

พม่ายกมาทางมุมถนนเกาะแก้วทหารไทยสู้ไม่ได้ก็แตกพ่ายลงมา พม่าพยายามหลายครั้ง แต่ก็ตีเข้าเมืองไม่ได้ จึงออกอุบายให้ส่งตัวพญารามออกไป แล้วพม่าจะยกทัพกลับ

เมื่อส่งพญารามออกไปแล้วทางพม่าก็กลับคำไม่ยอมยกกลับ จะรบเอากรุงศรีฯให้ได้ โดยยื่นเงื่อนไขให้ พระเจ้าแผ่นดินมายอมถวายบังคม จึงจะยอมเป็นไมตรีด้วย ฝ่ายไทยไม่ยอมทำตาม

ล้านช้างซึ่งฝ่ายไทยได้ส่งสารขอให้มาช่วยก็ยกทัพมา ทัพพม่าตีทัพล้านช้างแตกไป พม่าจะตีกรุงศรีฯให้ได้ใช้อุบายให้พญาจักรี ซึ่งไปเป็นเชลยพม่า มาเป็นไส้ศึกโดยแกล้งทำเป็นลงโทษพญาจักรี แล้วให้หนีมาเข้ากรุงศรีฯ พระมหินทราธิราชเข้าใจว่าพญาจักรีหนีมาจริงๆก็ดีใจ แต่งตั้งให้ทำหน้าที่บัญชาการรบ พญาจักรีก็ทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องแตกแก่ข้าศึกในวันเสาร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 9 ศักราช 918

พม่าจับพระมหินทราธิราชไป และให้พระมหาธรรมราชาครองกรุงศรีอยุธยา


edit @ 2006/02/09 22:15:04

Comment

Comment:

Tweet